ไม่ต้องชนะทุกเซต ถึงจะชนะทั้งเกมได้: บทเรียนเรื่อง “ใจสู้” ที่เราอยากให้เด็กได้เรียนรู้
2026-08-05

บางครั้ง สิ่งที่เด็กต้องเรียนรู้จากการแข่งขัน อาจไม่ใช่แค่วิธีที่จะ “ชนะ” แต่คือวิธีที่จะ กลับมาเล่นต่อ หลังจากสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นอย่างที่หวัง
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยลงแข่งขันกับทีมชาติฟิลิปปินส์ในรายการ SEA V Cup 2026 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม
เกมวันนั้นไม่ได้เป็นชัยชนะแบบง่าย ๆ
ไทยชนะเซตแรก 25-17 ก่อนฟิลิปปินส์กลับมาชนะเซตสอง 25-19 ไทยขึ้นนำอีกครั้งในเซตสาม 25-15 แต่ฟิลิปปินส์ก็ยังไม่ยอมและตีเสมอ 2-2 หลังชนะเซตสี่ 25-18 สุดท้ายทุกอย่างต้องไปตัดสินกันในเซตที่ 5 และทีมไทยปิดเกมได้ 15-10 ชนะไป 3-2 เซต
ถ้ามองเฉพาะผลการแข่งขัน เราอาจจำเพียงว่า “ไทยชนะ”
แต่ถ้ามองในฐานะพ่อแม่ ครู หรือคนที่กำลังช่วยเด็กคนหนึ่งเติบโต เกมนี้มีอีกบทเรียนที่น่าสนใจมาก เพราะชีวิตของเด็กเองก็ไม่ได้มีแต่ “เซตที่ชนะ”

เด็กไม่จำเป็นต้องทำได้ดีทุกครั้ง เพื่อจะเติบโตได้ดี
ลองนึกถึงวันที่ลูกกำลังหัดเล่น Piano เพลงที่เมื่อวานเล่นได้ วันนี้กลับเล่นผิด วันที่ซ้อมเต้นแล้วจำท่าไม่ได้ วันที่ Robot ที่ประกอบมาตั้งนานกลับไม่ทำงาน วันที่ลงแข่งขันแล้วผลไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือวันที่เคยทำอะไรได้ดี แต่พออยู่ต่อหน้าคนเยอะ ๆ กลับตื่นเต้นจนทำไม่ได้เหมือนตอนซ้อม
ถ้าเรามองเฉพาะ “ผลลัพธ์ของวันนี้” เรื่องเหล่านี้อาจดูเหมือนความล้มเหลว
แต่ถ้ามองการเรียนรู้เป็นเกมยาว สิ่งที่เกิดขึ้นในวันหนึ่งอาจเป็นเพียง หนึ่งเซตของการเติบโต แพ้หนึ่งเซต ไม่ได้แปลว่าแพ้ทั้งเกม เล่นผิดหนึ่งครั้ง ไม่ได้แปลว่าเล่นไม่ได้ สอบไม่ผ่านครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าไม่มีความสามารถ และวันที่เด็กพูดว่า “หนูทำไม่ได้” ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำไม่ได้ตลอดไป
สิ่งสำคัญคือ หลังจากนั้นเขาทำอะไรต่อ
“ใจสู้” ไม่ได้หมายถึงการไม่เคยรู้สึกผิดหวัง
บางครั้งผู้ใหญ่อาจเผลอมองเด็กที่มี Resilience ว่าเป็นเด็กที่ไม่ร้อง ไม่เสียใจ ไม่กลัว และพร้อมลุกขึ้นสู้ตลอดเวลา แต่ความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่มีความรู้สึก เด็กสามารถผิดหวังได้ เสียใจได้ โมโหได้ หรืออยากพักได้
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ หลังจากผ่านความรู้สึกเหล่านั้นแล้ว เขาค่อย ๆ กลับมาจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเดินหน้าต่อได้หรือไม่
Center on the Developing Child ของ Harvard อธิบายว่า Resilience ไม่ใช่คุณสมบัติที่เด็กบางคน “เกิดมามี” และบางคนไม่มี แต่เกี่ยวข้องกับทั้งทักษะในการรับมือและปัจจัยแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนเด็ก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้ใหญ่ที่คอยสนับสนุน รวมถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะการปรับตัวและกำกับตัวเอง
พูดง่าย ๆ คือ เราไม่ได้สอนให้เด็กใจสู้ได้ด้วยคำว่า “สู้ ๆ” เพียงอย่างเดียว ต้องมีโอกาสให้เด็กได้ฝึกมันด้วย
Resilience เกิดขึ้นตอนที่ทุกอย่าง “ไม่เป็นไปตามแผน”
ถ้าทุกครั้งที่เด็กเจอเรื่องยาก เรารีบเข้าไปทำแทนทั้งหมด ทุกครั้งที่กำลังจะแพ้ เราช่วยเอาเกมออกจากมือ ทุกครั้งที่ไม่อยากขึ้นเวที เราตัดโอกาสนั้นออกทันที เด็กก็อาจมีโอกาสน้อยลงที่จะได้เรียนรู้ว่า
“เวลาเจอเรื่องยาก เราจะทำอย่างไรกับมัน?”
แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรปล่อยเด็กเผชิญความกดดันเกินความพร้อม สิ่งสำคัญคือการสร้าง Challenge ที่เหมาะกับวัยและมีผู้ใหญ่คอยเป็นพื้นที่ปลอดภัยอยู่ข้าง ๆ
Harvard ระบุว่าการรับมือกับความท้าทายในระดับที่จัดการได้ หรือ “manageable stress” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความสามารถในการรับมือ ขณะที่ความสัมพันธ์ที่สนับสนุนจากพ่อแม่ ครู โค้ช หรือผู้ใหญ่รอบตัวเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Resilience
เด็กจึงไม่จำเป็นต้องถูกปกป้องจาก “ความยาก” ทุกอย่าง แต่ควรมีคนช่วยทำให้ความยากนั้นอยู่ในระดับที่เขาสามารถค่อย ๆ เรียนรู้จากมันได้
บางครั้งสิ่งที่พ่อแม่ช่วยได้มากที่สุด คือไม่รีบแก้เกมแทนลูก
ลองนึกถึงกีฬาอีกครั้ง ถ้าเสียแต้มไปแล้ว นักกีฬาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเล่นแต้มเดิมใหม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ ยอมรับว่าแต้มนี้จบแล้ว ดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรับสิ่งที่จำเป็น แล้วเตรียมตัวสำหรับแต้มต่อไป
นี่เป็นทักษะที่เด็กใช้ได้มากกว่าสนามกีฬา
- เล่นโน้ตผิด แล้วกลับเข้าจังหวะให้ได้
- เต้นหลุด แล้วหาตำแหน่งตัวเองให้เจอ
- ตอบคำถามผิด แล้วลองคิดอีกวิธี
- สร้าง Robot แล้วไม่ทำงาน ก็กลับไปหาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
- ลงแข่งขันแล้วแพ้ ก็กลับมาดูว่ายังต้องฝึกอะไร
เป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องเป็น “อย่าทำผิด” แต่อาจเป็น “ทำผิดแล้ว เราจะทำอะไรต่อ?”
ลองเปลี่ยนคำถามหลังคลาส
เวลาลูกกลับมาจากคลาส การแข่งขัน การแสดง หรือกิจกรรมต่าง ๆ คำถามแรกของผู้ใหญ่มักเป็น
“ทำได้ไหม?” “ชนะหรือเปล่า?” “ครูชมไหม?” “ได้ที่เท่าไหร่?”
คำถามเหล่านี้ไม่ผิดค่ะ แต่ถ้าเราอยากรู้ว่าเด็กกำลังเรียนรู้ “ข้างใน” อย่างไร ลองเพิ่มคำถามอีกแบบเข้าไปบ้าง เช่น
- “วันนี้ตรงไหนยากที่สุด?”
- “ตอนทำไม่ได้ หนูลองแก้ยังไง?”
- “มีอะไรที่ตอนแรกคิดว่าทำไม่ได้ แต่สุดท้ายทำได้ไหม?”
- “ถ้าได้ลองอีกครั้ง หนูอยากทำอะไรต่างจากเดิม?”
บทสนทนาแบบนี้ช่วยเปลี่ยนความสนใจจากแค่ Result ไปสู่ Process และทำให้เด็กเห็นว่า พ่อแม่ไม่ได้สนใจเฉพาะวันที่เขาชนะ แต่สนใจวิธีที่เขาเรียนรู้ด้วย
ที่ GIVE SPACE เราอยากให้เด็กมี “สนามจริง” สำหรับการเติบโต
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ GIVE SPACE ให้ความสำคัญกับประสบการณ์นอกห้องเรียนควบคู่กับการเรียนในคลาส เด็กที่เรียนดนตรีมี Concert และ Showcase ให้ลองขึ้นเวที เด็กที่เรียน Taekwondo มีการสอบเลื่อนสายและโอกาสสัมผัสการแข่งขันจริง เด็กที่เรียน Technology ได้ทดลองสร้าง แก้ปัญหา และดูว่าสิ่งที่ตัวเองออกแบบทำงานอย่างที่คิดหรือไม่
เพราะในห้องเรียน เด็กได้ เรียนและฝึก แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง เขาจะได้เจอสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ความตื่นเต้น ความผิดพลาด Pressure คนอื่นที่มีความสามารถแตกต่างกัน หรือผลลัพธ์ที่ไม่ได้ออกมาตามที่หวัง
ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่าเด็กคนไหนเก่งที่สุด แต่เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ช่วยให้เด็กได้รู้จักตัวเอง
Head – Heart – Hands กับบทเรียนเรื่องใจสู้
แนวคิด Head – Heart – Hands ของ GIVE SPACE สามารถมองผ่านเรื่องนี้ได้ชัดมาก
- Head — เมื่อเจอปัญหา เด็กต้องคิดว่าเกิดอะไรขึ้น และจะปรับอย่างไร
- Hands — เด็กต้องลงมือทำใหม่ ฝึกใหม่ ทดลองอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเข้าใจในหัว
- Heart — เด็กต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความผิดหวัง ความตื่นเต้น ความกลัว และค่อย ๆ สร้างความมั่นใจจากประสบการณ์ของตัวเอง
สามอย่างนี้ไม่ได้แยกจากกัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กต้องใช้ทั้งความคิด ทักษะ และความรู้สึกพร้อมกัน
ไม่ต้องชนะทุกเซต ถึงจะชนะเกมของตัวเองได้
เกมวอลเลย์บอลไทย–ฟิลิปปินส์จบลงด้วยชัยชนะของทีมไทย 3-2 เซต แต่บทเรียนที่เราอยากหยิบมาคุยกับพ่อแม่ ไม่ได้อยู่ที่สกอร์เพียงอย่างเดียว มันอยู่ที่ภาพของเกมที่มีทั้งช่วงได้เปรียบ เสียเปรียบ ต้องเริ่มใหม่ และต้องตัดสินกันจนถึงเซตสุดท้าย
การเติบโตของเด็กก็คล้ายกัน ไม่มีใครชนะทุกวัน บางวันทำได้ดี บางวันทำไม่ได้ บางวันมั่นใจ บางวันอยากถอย สิ่งที่เราอยากเห็นจึงไม่ใช่เด็กที่ “ไม่เคยแพ้” แต่คือเด็กที่ค่อย ๆ เรียนรู้ว่า
เมื่อเจอวันที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง เขายังสามารถกลับมาเล่นแต้มต่อไปได้
และบางที นั่นอาจเป็นทักษะหนึ่งที่มีความหมายกับชีวิตมากกว่ารางวัลใด ๆ
(ที่มาภาพ: มติชนออนไลน์ · เหตุการณ์การแข่งขันในบทความนี้อ้างอิงจากรายงานการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง SEA V Cup 2026 ของมติชนออนไลน์ ส่วนการอธิบายเรื่อง Resilience อ้างอิงข้อมูลจาก Center on the Developing Child at Harvard University)
คำถามที่พบบ่อย
ที่ GIVE SPACE เด็กได้ฝึก Resilience ผ่านกิจกรรมอย่างไร?
ที่ GIVE SPACE เราไม่ได้มีคลาสชื่อ “วิชาใจสู้” โดยตรง เพราะ Resilience เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเรียนรู้ เด็กอาจเจอโน้ตที่เล่นไม่ได้ ท่าที่ทำยังไม่สำเร็จ โจทย์ Technology ที่ต้องแก้หลายครั้ง หรือความตื่นเต้นเมื่อต้องขึ้นเวทีจริง
บทบาทของครูจึงไม่ได้มีเพียงสอนให้เด็ก “ทำถูก” แต่ยังช่วยให้เด็กค่อย ๆ ผ่านช่วงที่ยังทำไม่ได้ และเห็นพัฒนาการของตัวเองจากการฝึกอย่างต่อเนื่อง
ทำไม GIVE SPACE ถึงมีทั้ง Concert, Competition, Showcase และกิจกรรมนอกห้องเรียน?
เพราะบางทักษะต้องใช้สถานการณ์จริงในการเรียนรู้ การซ้อมกับการขึ้นเวทีจริงให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน การฝึก Taekwondo กับการลงสนามจริงก็ไม่เหมือนกัน GIVE SPACE จึงอยากให้เด็กมีเส้นทางจาก เรียน → ฝึก → ได้ลองจริง → กลับมาเรียนรู้ต่อ
เราไม่ได้ต้องการให้เด็กทุกคนต้องแข่งขันหรือขึ้นเวทีเหมือนกัน แต่เมื่อเด็กพร้อม ประสบการณ์เหล่านี้สามารถเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ช่วยให้เขาเห็นทั้งความสามารถและสิ่งที่ยังพัฒนาได้
ถ้าอยากให้ลูกมีความมั่นใจและใจสู้ ควรเลือกเรียนวิชาอะไร?
ไม่มีวิชาเดียวที่สร้าง Resilience ให้เด็กได้ทันทีค่ะ สิ่งสำคัญคือเลือกกิจกรรมที่เด็กมีความสนใจมากพอที่จะอยากเรียนต่อ แม้วันที่เริ่มเจอความยาก
ที่ GIVE SPACE มีทั้ง Music, Art, Dance, Taekwondo และ Technology ทำให้เราสามารถช่วยมองจาก อายุ ความสนใจ บุคลิก และรูปแบบการเรียนรู้ของเด็ก แล้วแนะนำกิจกรรมที่เหมาะกับเขามากกว่าใช้สูตรเดียวกับทุกคน
อยากให้ลูกได้ลอง เจอความท้าทาย และค่อย ๆ ภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำได้? เริ่มจากกิจกรรมที่เขาสนใจก่อนค่ะ ทีม GIVE SPACE ช่วยแนะนำคลาสให้เหมาะกับอายุและธรรมชาติของน้องได้
ติดต่อ GIVE SPACE โทร. 080-025-5545 · LINE: @givespacesalaya · Facebook: givespacesalaya
